วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

TAR & GIB ("...LOVe...")






งานมีเฉพาะกลางวันครับ...!!
#ขออภัยหากไม่ได้เรียนเชิญด้วยตัวเอง...



สถานที่จัดงาน   141 ม.3 บ้านนาเขท่า อ.บ้านแพง จ.นครพนม...เด้อ..!!
แผนที่ Google Map สุดเขตแดนประเทศไทย
( งานจัดริมแม่น้ำโขงชายแดนบ้านแพง-สปป.ลาว )




สิ่งที่ผมรู้สึกและกังวลบ้าง....สำหรับงานนี้  และอยากบอกครับ!!

            - งานนี้พวกเราจัดแบบเรียบง่ายและตรงกับเทศกาลสงกรานต์ อาจไม่สะดวกกับแขกที่เดินทางเท่าไหร่นัก....อันนี้ต้องขอภัยอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

           - การเรียนเชิญเราจะบอกกล่าวกัน  ไม่มีซองเรียนเชิญเป็นทางการนัก  ฉะนั้นเราเลยทำเว็บบล๊อคขึ้นมา เพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติม  (ง่ายและประหยัด  เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบันครับ)

          - ตาร์และกิ๊บ เราสองคนรู้ว่าเรามีญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือหลายๆ ท่าน  เรามีพี่ๆ ที่เราก็รักและเคารพอีกหลายๆ คน  เรามีเพื่อนๆ ที่เรายังคิดถึงเสมอมา   เรามีน้องๆ หลายคนที่นับถือและยินดีกับเราทั้งสองคน  แต่ต้องขออภัยที่ไม่ได้เรียนเชิญรับทราบกันถ้วนหน้าทุกคน "เพราะเราจัดงานเพื่อกันและกันแบบเรียบง่าย...."

          - ญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือหลายๆ ท่าน  พี่ๆ ที่เราก็รักและเคารพอีกหลายๆ คน  เพื่อนๆ ที่เรายังคิดถึงเสมอมา   น้องๆ "หากเราไม่ได้เรียนเชิญหรือแจ้งข่าวในงานนี้  แต่เรายังเคารพและคิดถึงทุกๆ ท่านเหมือนเดิม  และทุกๆ คนคงจะอวยพรให้เราสองคนด้วยความปรารถนาดี"  แต่หากเราสองคนไม่แจ้งข่าวไป แล้วทำให้ทุกๆ ท่านไม่ได้รับเกียรติเป็นส่วนร่วมในพิธีงานสมรสระหว่างเราครั้งนี้  เราสองคนขอรับผิดไปโดยปริยาย....และหวังว่าทุกๆ คนจะให้อภัยเราทั้งสองคน

          - ญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือหลายๆ ท่าน  พี่ๆ ที่เราก็รักและเคารพอีกหลายๆ คน  เพื่อนๆ ที่เรายังคิดถึงเสมอมา   และน้องๆ หากเราสองคนได้เรียนเชิญหรือท่านรู้ข่าวพิธีงานสมรสระหว่างเราสองคนครั้งนี้  และท่านไม่สามารถมาร่วมงานในครั้งนี้ได้ ท่านไม่จำเป็นต้องหาของขวัญหรือทรัพย์สินเงินทองมาเป็นตัวแทนแต่อย่างใด "เราสองคนขอแค่ท่านอธิฐานจิตด้วยความปรารถนาดีให้เราสองคน  แค่นี้เราก็รับรู้ได้และเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่งแล้ว"  เพราะเราเชื่อว่าไม่มีทรัพย์สมบัติใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการปรารถนาดี.....จักขอบพระคุณอย่างสูงครับ..... 
  



...  แนะนำตัวเจ้าบ่าว-เจ้าสาวจักหน่อย  ....
(และบทสัมภาษณ์ท้ายรายการ)

กิ๊บ - แนนเพื่อนสนิท (จากซ้าย) 


น.ส.นภัทปภา  จันดาประดิษฐ์
เกิดและโต ที่ 141 ม.3 ต.นาเข อ.บ้านแพง นครพนม
วันเกิด   จันทร์ ที่ 3 พย 2529 ปี 
ชื่อบิดา นายสุบัน            สีชา (ถึงแก่กรรม)
ชื่อมารดา นางเกษมสุข        สีชา  อายุ  56 ปี
เป็นลูกสาวคนเดียว
อนุบาล – ม.3 เรียนที่โรงเรียน บ้านนาเข อ.บ้านแพง นครพนม
ม.ปลาย ที่ โรงเรียน นครพนมวิทยาคม อ.เมือง นครพนม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร 
           บริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
ปัจจุบันทำงานที่ สถานตรวจสภาพรถ ท่าอุเทนบริการ อ.ท่าอุเทน นครพนม 



คุณพ่อสุบัน-คุณแม่เกษมสุข


กิ็บสมัยเด็ก

       
เพื่อนๆ สมัยเรียน


         สำหรับผมแล้วต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งสำหรับ พระคุณพ่อแม่ พระคุณครูอาจารย์ พี่ ป้า น้าอา พระคุณปู่ย่าตายาย และขอขอบคุณเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่เป็นเบ้าหลอมที่ดีทำให้ผมได้มีวันพิเศษนี้ขึ้นมา....



คุณแม่จันไตร - คุณพ่อสมาน -ต้าร์

เบ้าหลอมที่ 1 : พระคุณพ่อ-พระคุณแม่  เพราะชีวิตมันไม่ง่ายและไม่เคยสบาย ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน เลี้ยงลูกๆ เพราะตั้งแต่จำความได้เห็นพ่อ-กับแม่ ทำงานหนักและแทบไม่ได้พัก งานหนักก็ทำ เบาก็ทน สอนให้ขยัน อดทน เก็บเล็กผสมน้อย อย่าคดโกง
              โดยพ่อเป็นนักเกษตรที่ไม่ยอมหยุดที่จะยอมแพ้  แม้จะถูกบ้างผิดบ้าง เท่าที่จำได้พ่อเคยปลูก สัปรด, มันสัปหลัง, กล้วยหอม, มะพร้าว, มะม่วง, ละมุด, เงาะ เป็นการลองผิดลองถูก เพราะต้องการพัฒนา เรียนรู้ด้วยการทำจริง ลงมือจริง ในช่วงที่ยังมีคนรู้จักยางพาราน้อยมาก ช่วงนั้นมีข่าวเรื่องยางพาราและปาล์มน้ำมันเริ่มจะขยายพื้นที่ปลูกมาภาคอีสานใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าคนใต้รวยเพราะยางพาราและปาล์ม ทำให้พ่อที่เคยลองปลูกพืชมาเกือบทุกอย่างแล้ว ลองมาศึกษาแล้วสุดท้ายก็เลือกปลูกยางพารา เพราะปาล์มน้ำมันจะใช้น้ำเยอะกว่ามาก  มันจึงเป็นจุดเปลี่ยนตั้งแต่นั้นมาเพราะยางพารามันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ช่วงนั้นผมก็จะอยู่ประมาณ ป.5  ช่วงนั้นผมยังไม่รู้หรอกว่าต้นยางพารามันดียังไง  ผมก็ช่วยปลูกและดูแลช่วยพ่อ-แม่เป็นอย่างดี  อากาศร้อนๆ ก็ต้องดายหญ้ารดน้ำ  ฝนตกๆ ก็ทำโคลนใส่ปุ๋ย  เพราะถ้าไม่ใช่ปุ๋ยช่วยฤดูฝนแล้ว  ก็จะไม่มีน้ำให้ใส่ปุ่ย  ยางก็จะโตช้า ผ่านไป 1ปี 2ปี 3ปี ต้องดูแลอย่างดี และเริ่มขยายพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ แต่พอมาถึงวันนี้แล้วบอกได้เลยว่าชื่นใจ...ความเหนื่อยมันหายไปเมื่อเราพักแล้ว  แต่ที่ทำให้ยิ้มได้เสมอเมื่อกลับไปดู  แล้วไปเห็นต้นยางที่เคยปลูกและเคยดูแล  เห็นน้ำยางเต็มถ้วย....มันคือความภูมิใจ  และดีใจที่พ่อเป็นแคนแรกๆ ที่กล้าลงทุนปลูกยางพาราวันนั้น... แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานเหมือนเดิม  โดยปลูกยางเพิ่ม...(รวมถึงแปลงของผมเอง...นะเนี๊ยะ)


นี่คือ...!!  ผลผลิตจากต้นยางพารา จากความรักและการคอยดูแลเอาใจใส่
ต้องขอบคุณพรีเซนต์เตอร์หนุ่มหล่อ-สาวสวยนะครัช...  (พี่ตั้ม-พี่เปิ้ล)

              แม่ผมเป็นคนเก่งมากนะครับ... พ่อของแม่เสียตั้งแต่แม่ยังเด็ก ทำให้แม่ของผมต้องทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะครอบครัวขาดเสาหลักไป แม่เล่าให้ฟังว่าแม่ไปหาบน้ำเพื่อจะไว้ใช้อาบ น้ำก็หนักมากหนทางเดินเลาะทุ่งนาก็ลำบาก ทำให้แม่หกล้มและเส้นเท้าพลิกจนมาถึงทุกวันนี้ (เพราะสมัยก่อนไม่มีหมอ ถ้ามีก็ไม่มีเงินไปรักษา) แต่แม่ก็เลี้ยงเราจนใหญ่ใหญ่โต ได้ดิบได้ดีทุกคนครับ...
             ที่ว่าแม่ผมเป็นคนเก่งมาก  เพราะผมคิดย้อนไปดูแล้ว...แม่เป็นเป็นนักเศรษฐศาสตร์-การเงิน-นักลงทุน  บริหารความเสี่ยงได้ดีเยี่ยม ทำประโยชน์สูงสุดในสิ่งที่มีอยู่ และกล้าที่จะลงทุนเมื่อผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะช่วงที่คนไปทำงานต่างประเทศกันเยอะ  แม่ก็จะปล่อยเงินกู้ ถ้าเห็นว่าคุ้มแม่ก็จะไปหาแหล่งเงินกู้  เพื่อมาลงทุนอีกที  จะได้มากได้น้อยแต่ผมว่าแม่ก็เลี้ยง ลูกๆ ผ่านมาได้ (เรื่องหาแหล่งเงินกู้  แม่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญทีเดียว...)
            เป็นนักการตลาด-นักการขาย  แม่ผมขายกับข้าวที่โรงเรียนมัธยม รร.กุดบงพิทยาคาร เป็นรุ่นแรกๆ โดยช่วงแรกพี่ต้อมเป็นคนช่วยขาย และพอผมเข้าเรียน ม.1 พี่ต้อมก็ไปเรียนต่ออีกที่หนึ่ง เพราะสมัยนั้นมีสอนถึงแค่ ม.3 ผมก็ช่วยแม่จนจบ ม.6  แม่เคยพาผมไปขับรถขายเงาะที่หมู่บ้านใกล้เคียงแม้ฝนจะตก แม่ก็เอาถุงพลาสติกสวมหัวแล้วให้ผมขับรถไปตามหมู่บ้านต่างๆ...แม่พาพวกเราเอาข้าวเปลือกไปสี  แล้วแม่ก็ขายเป็นข้าวสาร แม้จะได้กำไรน้อยนิด  แต่แม่ก็สอนเก็บเล็กผสมน้อย ได้เพิ่มมา 5 บาท 10 บาทก็ดีแล้ว ค่อยๆ เก็บไป ถ้าเราประหยัด เดี่ยวสักวันก็มี...
           แม่เป็นนักบัญชี  แม่จะจ่ายตลาดเพื่อซื้อเตรียมของมาทำกับข้าวขาย  พอขายเสร็จแม่จะคำนวณเองเลยว่าขายได้เท่าไหร่  วันนี้ได้กำไรเท่าไหร่  ผมจะเห็นแม่ทำเป็นปกติ
           แม่เป็นนักเกษตร พ่อทำ แม่ทำและช่วยคิด  พอเรียนรู้ยางพาราแล้ว ซึ่งช่วงที่ปลูกแรกๆ รัฐบาลจะสนับสนุนให้ปลูกยางพาราโดยให้ต้นกล้ามาปลูก  แต่พอจะเริ่มปลูกเพิ่มตอนนั้นแม่มีแนวคิดว่าเราน่าจะทำกล้าปลูกเองจะได้ประหยัด พอทำไปทำมา ก็ทำกล้าพันธุ์ยางพาราขายเจ้าแรกๆ ในหมู่บ้านด้วย  ถือเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่ง จนทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่แต่ค่อยๆ ทำน้อยลงและส่วนหนึ่งก็ยังเอาไว้ปลูกเอง...

 ... แม่คือพระโพธิสัตย์ของลูกๆ ...

          แม่เป็นพระโพธิสัตย์ของลูกๆ เป็นแบบอย่างที่ดีในการเชื่อมั่นในการทำความดี เกรงกลัวต่อการทำบาป และแม่ได้ตั้งปฎิธานทานเจตลอดชีวิต และถวายตัวเพื่องานบุกเบิกงานธรรม ซึ่งผมภูมิใจที่แม่เป็นแบบอย่าง และแม่ตัดจากโลกภายนอกที่วุ่นวายมุ่งสู่เส้นทางพระอริยะ........


        คุณแม่ - แม่โก๊ะ - พี่สาวแม่ 

         และพระอริยะของแม่ก็คือแม่โก๊ะอีกที  (คุณยายสีดา บุญคำ) ซึ่งได้ละกายสังขารไปแล้ว คุณยายได้บวชชีจนละกายสังขาร วันที่ 14 กุมภาพันธ์  และทุกวันนี้ของทุกๆปี แม่จะพาลูกๆ หลานๆทำบุญตามสมควร เพื่อระลึกถึงพระคุณแม่โก๊ะ  โดยสมัยเด็กๆ แม่โก๊ะจะเอาผมไปเลี้ยงที่วัด และผมชอบมากที่สุด ที่ทุกๆ วันแม่โก๊ะจะเอาน้ำตาลทรายขาวผสมน้ำเปล่าให้กิน  ซึ่งตอนเด็กๆ ผมว่านั่นคือสิ่งดีเยี่ยมที่สุดแล้ว และตอนเย็นๆ ก็จะได้เล่นน้ำ  โดยเอากระบอกท่อน้ำทำปืนฉีดน้ำ  (ซึ่งทุกวันนี้ที่ทำเป็นปืนฉีดน้ำสงกรานต์)  เอาไปฉีดรดต้นไม้ ซึ่งผมอยากบอกว่าแม่โก๊ะทำให้ผมเล่นตั้งแต่จำความไม่ได้แล้ว  และพอเริ่มเข้าโรงเรียนประถมผมและพี่ต้อมจะไปโรงเรียนและก่อนจะถึงโรงเรียนก็จะแวะเอาจั่งหันไปฝากแม่โก๊ะให้ถวายพระตอนเช้า (กับข้าว-ข้าวถวายพระ)  ผมจำได้แม่นมากแม่โก๊ะเคยสอนไว้ว่า "พี่น้องสามคน เหมือนก้อนเส้า ต้องช่วยกัน ถ้าขาดก้อนใดก้อนหนึ่งมันไม่ได้  ให้รักกันมากๆ และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน"    (ก้อนเส้า คือหินสามก้อนที่ไว้รองหม้อเวลาทำกับข้าว ด้วยไม้เฟือสมัยก่อน) ทุกวันนี้ลูกหลานก็ได้แต่ระลึกถึงความดีของคุณยายและพระคุณที่เลี้ยงดูสั่งสอนให้ใหญ่โต ได้ดิบได้ดีกัน

คุณตาเสาร์  บุญคำ
กับหลานชายทั้ง 2 คน (ต้าร์ - คิม)

เด็กเลี้ยงควาย 2 คน มีทุกวันนี้เพราะคุณตา

เบ้าหลอมที่ 2 : คุณตาเสาร์  ตอนพวกเรายังเด็กๆ ประมาณ 4-5 ขวบ จนจบ ป.6 ตาสอนพวกเราให้รู้การทำงานหาเงิน ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ได้เงิน ช่วยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย โดยต้องตื่นแต่เช้าๆประมาณตี 5 เพื่อเอาวัว-ควายจากคอกออกแหล่ง (คอก) เพื่อเอาไปกินหญ้าระยะทางประมาณ 1-2 กม. ทุกวัน พอเสร็จแล้วก็จะกินข้าวอาบน้ำไปโรงเรียนปกติ  และเมื่อตอนเย็นหลังเลิกเรียนก็จะไปเอาวัว-ควายที่เอาไปกินหญ้าตอนเช้าเอากลับเข้าแหล่ง (คอก) และต้องหาฟางให้กิน  หลังจากนั้นถ้าไม่มืดมากพวกเราค่อยไปเล่น  ไปเตะบอลเตะตะกร้อกับเพื่อนๆ อีกที โดยตาก็จะค่าจ้างพวกเราอาทิตย์ละ 50, 100, 200 ตามลำดับ พอช่วงปิดเทอมตาก็ซื้อควายให้พวกเราเลี้ยงคนล่ะตัว  เราก็เลี้ยงจนควายออกลูกมา 2 ตัว พอเลี้ยงอ้วนๆแล้วและลูกก็โตแล้ว  ตาก็เอาไปขายให้ เราสองคนได้กำไรอีกคนล่ะหมื่นบาท  ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่อเงินอะไร  แต่เมื่อทำไปทุกวันๆ เกิดความเป็นเคยชิน แล้วทำให้รู้จักทำงาน แต่พอมองย้อนกลับไปทำให้รู้ว่า มันซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว มาทุกวันนี้ตาก็ยังเป็นห่วงหลานๆ ทุกคน...พวกเราก็รักและเคารพคุณตา..ครับ

เบ้าหลอมที่ 3 : พี่ต้อม   ช่วงที่ได้อยู่ด้วยกันและพี่ต้อมต้องดูแลผม เพราะพ่อแม่ต้องทำสวนแต่เช้ามืด กลับก็ไม่แน่นอน ค่ำบ้าง ดึกบ้าง  ก็ตอนที่ผมเริ่มเข้าเรียน ป.1 พี่ต้อมก็จะอยู่ ป.4  เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเรียนอนุบาล เพื่อนหลายๆ คนที่เริ่มเรียนวันแรกก็มีร้องไห้กลับบ้านบ้าง หลายคนก็ได้เรียนอนุบาลมา ก็ปรับตัวได้ง่าย  แต่เนื่องจากผมมีพี่แนะนำ  ซึ่งตอนนั้นรู้อย่างเดียวคือได้เลขที่ประจำตัวหมายเลข 4  ช่วงเปิดเรียนไม่กี่วันทุกอย่างยังไม่เข้าที่ คุณครูก็ว่างบ้างไม่ว่างบ้าง ช่วงนั้นน่าจะประมาณปี 2536 มีอยู่วันหนึ่่งคุณครูไม่อยู่ผมเลยไปสอนเพื่อนๆ เขียนชื่อตัวผมเอง เพราะพี่ผมสอนผมเขีนชื่อตัวเองเป็นตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน และเมื่อเริ่มเข้าโรงเรียนประถมพี่ต้อมก็จะคอยดูแล   และช่วงมัธยมยังสอนให้ทำงานระหว่างเรียน รับจ้างพิมพ์งานเอกสารและพิมพ์รายงานให้เพื่อนๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมช่วยพี่ต้อมอัดเทปขาย คืออัดเพลงใส่ม้วนเปล่า  เอาเพลงที่ชอบและลูกค้าอยากได้มาอัดในม้วนเดียวกัน  ซึ่งเข้าใจว่าธุระกิจนี้มาจากพี่ตั้มด้วยซ้ำ  แต่ก่อนมันเป็นรุ่นเปิดเพลงฟังจากเทป  จะอัดแต่ละเพลงต้องเอาปากกามาหมุนให้ได้เพลงตามที่ต้องการ  ซึ่งผมก็คอยเป็นผู้ช่วย  แต่พอมาสมัยผมเปลี่ยนเป็นซีดี ก็พี่ต้อมนี้แหล่ะที่ซื้อเครื่องก๊อปปี้แผ่นซีดีให้ผม และผมก็ทำรายได้ระหว่างเรียนเป็นอย่างดี

           และพี่ต้อมมีอิทธิกับผมอย่างมาก เพราะเรื่องการกินสมัยเด็กๆ ก็จะเป็นพี่ต้อมที่ทำอาหาร และอาหารจะไม่เผ็ด รสหวานนิดๆ ผมชอบใส้กรอกทอดและใส่น้ำตาลนิดๆ ฝีมือพี่คนนี้แหล่ะครับ  เรื่องไข่เจียว, ไข่ต้ม, ทอดไข่-ไข่ทอด  อะไรที่ทำกับไข่จะได้กินหมด  และอีกเรื่องคือการฟังเพลง คือเพลงลูกทุ่งเป็นหลักและผมก็ได้อิทธิพลแบบเต็มๆ จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งช่วงวัยขนาดนั้นเป็นช่วงเวลาที่ถูกหล่อหลอมและรับอิทธิได้อย่างดี

สามก้อนเส้า....!! ของแม่โก๊ะ (คุณยายสีดา)
( พี่ตั้ม - พี่ต้อม - ต้าร์ ) 


เบ้าหลอมที่ 4 : พี่ตั้ม พอผมอยู่ ม.6 พี่ต้อมก็ไปเรียนและทำงานกรุงเทพแล้ว  ส่วนพี่ตั้้มเรียนและทำงานอยู่ที่ชลบุรี ช่วงนี้เป็นช่วงที่หนักที่สุดของพ่อกับแม่เพราะลูกทั้งสามคนเรียนพร้อมกัน  ต้องชักหน้า ดึงหลัง  เพราะเงินต้องใช้เยอะมาก  แต่แม่ก็ไม่ย้อท้อ  ตอนนั้นพวกเราไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นพ่อแม่ต้องใช้เยอะแค่ไหนที่มาส่งเสียพวกเราให้ได้เรียนทั้งสามคน (ตอนนั้นพึ่งเริ่มทำสวนยาง ช่วงลงทุนยังไม่ได้กรีด) แต่เรื่องนี้ทำให้พ่อกับแม่  ต้องตัดสินใจขายสวนยางพาราที่เพียรปลูกมาประมาณ 3 ปี ด้วยน้ำพักน้ำแรง  จำนวนประมาณ 30 ไร่ แม่บอกว่าขายประมาณ 300,000 บาท เพราะเราต้องการใช้เงินด่วนก็เลยต้องรีบขาย และพอผ่านไป 1 ปี แปลงนั้นก็ถูกขายไปอีก 700,000 กว่า  และอีกไม่ถึงปีก็ถูกขายไปอีกล้านกว่า ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินพ่อแม่เล่าแล้วพวกเราก็เสียใจไม่น้อย.....
        ทุกๆวันนี้ถ้าได้ยินแม่เล่า ว่า "ไม่มีคนใดที่จะสามารถส่งลูกให้ได้เรียนระดับปริญญาตรีพร้อมกันทั้ง 3 คน" และลูกๆ ทุกคนได้ดิบได้ดี  เป็นคนดีของพ่อแม่...มันทำให้พวกเราภูมิใจที่พวกเราเป็นลูกกตัญญูทำให้พ่อแม่ดีใจครับ....

       เมื่อผมจบ ม.6 ผมได้เรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ช่วงนั้นเป็นช่วยที่พ่อแม่ต้องกรำงานหนักกันสองคน เพราะลูกๆ ทั้งสามคนไม่มีใครอยู่ช่วยงานเลย  และเมื่อผมเข้าเรียนพี่ตั้มก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหมือนเดิม  แต่พี่ตั้มจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายให้ผมใช้ในการเรียน   ช่วงนั้นพี่ตั้มทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ดูแลผมเป็นอย่างดี เพราะถ้าช่วงนั้นพี่ตั้มไม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายผมอาจจะไม่ได้เรียนจนจบเหมือนทุกวันนี้ และเมื่อผมจบมาแล้ว  รถคันแรกของผม (กค 804 หนองคาย ) คือของขวัญที่พี่ตั้ม-พี่เปิ้ลและคุณแม่มอบให้อีก  ....ผมต้องขอบพระคุณพ่อแม่ที่สั่งสอนพวกเราให้รักกันและช่วยเหลือกัน....  ผมต้องขอบคุณพี่ชายคนนี้ที่ช่วยเหลือเสมอมาครับ..
      อีกอย่างที่พี่ตั้มได้เป็นแบบอย่างด้านการศึกษาเล่าเรียน ผมก็เลยคิดไว้ว่าผมจะต้องทำได้เหมือนพี่เขา  ซึ่งช่วงเข้าปีหนึ่งทำให้เราต้องแข่งกับตัวเองและคนอื่น ก็รู้สึกกังวลมาก เทอมแรกเลยอ่านหนังสือเยอะมาก ตื่นมาแต่ตี3บ้าง ตีห้าบ้างเพื่ออ่านหนังสือ  โดยตอนนั้นอ่านที่เรียนมาแล้ว  และอ่านก่อนที่อาจารย์สอนอีก พออ่านไปได้สักพักทำให้เราสนุก  เวลาไปเรียนก็ทำให้เราเข้าใจง่ายด้วยเพราะเราอ่านไปก่อนแล้ว ก็ทำให้เทอมแรกเราไปได้แบบค่อยข้างดีเกินที่ตั้งเป้าไว้.... เพราะผมรู้ว่าผมจะทำให้ดีที่สุด และจะไม่ให้เสียโอกาสที่พี่และพ่อแม่อุตส่าห์ส่งเสียให้ได้เรียน  และเมื่อผมเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ผมคิดเสมอว่าผมมอบเป็นรางวัลให้พี่ และพ่อแม่....ครับ
      และปัจจุบันพี่ตั้ม-พี่เปิ้ลเป็นตัวอย่างความสำเร็จการทำงานผ่านระบบออนไลน์  โดยให้ระบบทำงานเองอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นคนบุกเบิกระบบ Social Network - Marketing  ได้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยมตัวอย่าง เช่น
     -ระบบประกันภัยรถยนต์อันดับ1 ใน Google  : ประกันรถยนต์ ราคาถูก ผ่อนได้ ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
            www.wowinsure.com
            www.20insure.com
            www.tumprakan.com

       - ระบบประกันชีวิตเช็คเบี้ยและซื้อประกันออนไลน์ Allianz AYUDHYA ประกันชีวิต เริ่มต้น 3,000 บ. คุ้มครองชีวิต + มีเงินออม + ลดหย่อนภาษี + รับเงินเมื่อครบสัญญา 140% + มีโอกาสได้เงินปันผล ##คำนวณเบี้ย 10 วินาที ทราบผลทันที รับสมัครตัวแทน ##
            http://www.noinsure.com

       เบ้าหลอมที่ช่วยกันหล่อและหลอมที่ทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งสำหรับแม่ที่เลี้ยงผมมาจริงๆ  ตั้งแต่เด็กที่ผมจำความไม่ได้ เนื่องจากพ่อแม่แท้ๆ ไปทำไร่ทำสวน กลับมาก็จนตะวันตกดิน มืดค่ำ    "คือแม่ใหญ่ " (แฟนคุณตาเสาร์) ซึ่งผมแทบจะจำอะไรไม่ได้เลยเพราะเด็กมากๆ  แต่ที่จำได้เลื่อนลางที่สุดคือตอนที่ผมได้ไปบวชหน้าไฟตอนแม่ใหญ่เสียแล้ว แต่ผมก็ระลึกถึงพระคุณเสมอมา  หลังจากนั้นก็จะมี ป้าๆ คอยเลี้ยงผมอีกที  น้าซอน-แม่คิม-แม่มิน ที่คอยเป็นเบ้าหลอม คุณปู่ฮัก-คุณยายไข่  วิจิตร เลี้ยงดูให้เติมใหญ่ขึ้นมาและผมต้องขอขอบพระคุณทุกคนทั้งที่กล่าวและไม่กล่าวมา ทั้งครู-อาจารย์ เพื่อนสนิท มิตรสหาย.....ครับ

คุณปู่ฮัก-คุณย่าไข่  วิจิตร        คุณตาเฝือ - คุณยายสีดา  บุญคำ


3 พี่น้องบวชหน้าไฟแม่ใหญ่
       
 น้าซอน


แม่มิน



แม่คิม



แนะนำพี่สะใภ้สวยและแสนดีครับ.....   พี่เปิ้ล-พี่โก๋  

พี่ตั้ม - พี่เปิ้ล


พี่ต้อม - พี่โก๋



เอนก
เพื่อนสมัยเด็กๆ เพื่อนสมัยโตๆ และเพื่อนสมัยต่อๆ....ไป


นักศึกษาวิชาทหาร
ครั้งหนึ่งของช่วงชีวิตที่น่าจดจำ



  เพื่อนเจ้าบ่าว : เดี่ยว - ต้าร์ - เอ็กซ์ - เจ  (จากซ้ายไปขวา)
                     
เดี่ยว : หนุ่มสกลคารมดี  ที่จะมาพาว่าที่เจ้าบ่าวบุก ประตูเงิน-ประตูทอง ไปพบว่าที่เจ้าสาว....
            ตำแหน่ง วิศวกรไฟฟ้า สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เอ๊กซ์ : หนุ่มมาดเท่-เสน่ห์ล้น  มาเป็นกำลังหลักในงานนี้ (ซองหนัก  ได้ยินข่าวมาว่ายังงั้น)...อิอิ
           ตำแหน่ง Electrical engineer ,Adisa group Co.,Ltd.
            และกำลักศึกษา ป.โท สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญญุรี

เจ : หนุ่มเกาหลี ขี้อาย  แต่หัวใจถึงไหนถึงกัน  เพื่อเพื่อนๆ เขายอมคุมหลังให้....และพร้อมจะลุยถ้ามีโอกาส
            ตำแหน่ง  Inspector  หจก.สกลนครไทยอีสาน 




"....ข้านี้ศิษย์มีครู... "
อ.รัฐษากรณ์  สุริยกุล ณ อยุธยา 
อาจารย์สาขาวิศกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์
             May a be  force with you. = ขอพลังจงสถิตแก่ท่าน  
เป็นเพียงหนึ่งคำสอนที่มอบให้ลูกศิษย์มา อยู่ที่จะเอาไปใช้ยังไง  สั้นๆ แต่แค่นี้พอแล้วครับ...



ท่านอาจารย์ ดร.มนตรี  คงตระกูลเทียน
ปัจจุบันที่คอยเป็นเบ้าหลอมให้ผม...ครับ
"ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่ง ที่มอบทุกคำสอน ทุกโอกาส
และทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างให้ด้วยเมตตาจิตเสมอมา..."




....ขอขอบคุณทีมงาน....
บริษัท สวนละออ จำกัด
บริษัท น้ำแร่เพชรสุวรรณ จำกัด
บริษัท แม่สอดกรีน พาวเวอร์ จำกัด




สุดท้ายก็หากันจนเจอ...

 






บทสัมภาษณ์คู่บ่าว-สาว


         สวัสดีท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้านและทางห้องส่งทุกคนค่ะ  วันนี้เราจะมาสัมภาษณ์ว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาว ทั้งสองคนที่มาเป็นเกียรติรับเชิญในวันนี้  และแขกรับเชิญเพื่อนว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาวด้วยนะค่ะ...สวัสดีค่ะ,  สวัสดีครับ 

1. และเจอกันตอนแรกได้ยังไง...ค่ะ
          ต้าร์ : ก็ไม่รู้ซิครับ จำไม่ได้แล้วครับ..น่าจะบังเอิญหรือโดนหลอก  ยังงงๆ อยู่เลย  (พูดไปหัวเราะไป)
          กิ๊บ : (ยิ้ม..ๆ อายๆ) แล้วว่าที่เจ้าสาวก็เล่าว่า  ก็ได้เจอว่าที่เจ้าบ่าวตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน เห็นตอนแรกก็รู้สึกว่าใช่ๆ  จากนั้นก็แอบติดตามความเคลื่อนไหว จากเพื่อนเราและเพื่อนเขาบ้าง  โดยไม่ให้เขารู้ตัว ก็พอผ่านไปสักพักหนึ่งได้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และได้รู้จักกันมากขึ้น แต่เขาก็ยังไม่รู้นะ  (พูดแล้วก็หัวเราะ...)  แล้วจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้น.  จนทำให้ได้รู้จักกันมากขึ้น โดยเขาก็ดีและเสมอต้นเสมอปลายดี...เอาใจใส่ดีเสมอมา..

2. แล้วว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาวได้คบหาดูใจกันมานานแค่ไหนกี่ปีแล้ว...ค่ะ
          ต้าร์ : ผมว่าเหมือนเมื่อวานนี้เองเลยครับ....มันดูเร็วมาก  เพราะเราไม่ค่อยห่างกันเลย..."ห่างแต่กาย  แต่ใจไม่ห่างกัน"......(พ๊ะหนะ) ....ว่าที่เจ้าสาวเริ่มหน้าแดง...หน่อยๆ เพราะโดนคำคมของฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวไปและก็เล่าต่อไปว่า....   
         กิ๊บ : ถ้าเริ่มคบหาดูใจกันก็ 7 ปี แต่ก็ดูๆเหมือนแป็บเดี่ยวเองนะค่ะ.....(ยิ้ม)

3. แล้วทั้งสองคนดูแลกันอย่างไร  ว่าที่เจ้าสาวใช้วิธีมัดใจว่าที่เจ้าบ่าว และว่าที่เจ้าบ่าวใช้วิธีไหนมัดใจว่าที่เจ้าสาวได้ขนาดนี้....ได้ยินข่าวว่าต่างคนต่างทำงานไกลกันด้วย...ค่ะ
          กิ๊บ : เนื่องจากทุกวันนี้การติดต่อสื่อสารมันสะดวกยิ่งขึ้น  ก็เป็นการใช้โทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่และการสื่อสารอื่นๆ เช่นอินเตอร์เน็ต ไลน์ เป็นต้น ก็อย่างที่ต้าร์เขาบอกว่า "ห่างกัน แต่ใจไม่ห่างกัน" เราก็ต้องทำให้ได้และรู้สึกให้ได้อย่างนั้น มันก็จะช่วยได้  และอีกอย่างที่ทำให้เราเรียนรู้กันได้นานขนาดนี้  เพราะความเชื่อใจกันและกัน  ถ้าเราไม่ซื่อตรงต่อกันก็แค่เรียนรู้กัน  แล้วก็แยกกันด้วยความรู้สึกดีๆ เพราะความรักไม่ใช่การเป็นเจ้าของ ต้องทำมันให้เป็นส่วนหนึ่งที่เราสองคนมีความเข้าใจกันและอยากดูแลกัน เอาใจใส่กัน....
        และที่ถามว่ามัดใจกันได้อย่างไร ก็ไม่ยากค่ะ  เพราะเราเชื่อว่าคนสองคนที่จะคบกันและรักกันได้  มันเหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากัน ทำให้สิ่งที่ขาด สิ่งที่เกิน มาเจอกันแล้วเข้ากันได้พอดี...เหมือนทำกับข้าวก็ได้  ความอร่อยมันอยู่ที่ความลงตัวของวัตถุดิบ เครื่องปรุง ความร้อน เวลา  แม้จะทุกอย่างเหมือนกัน  แต่ถ้าคนทำเป็นคนละคนกันความอร่อยไม่เหมือนกัน....

         ต้าร์ : ผมก็ว่าเหมือนฝ่ายเจ้าสาวนั่นละครับ...(55...หัวเราะ  แล้วฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวก็เล่าต่อไปว่า..)  ผมเป็นคนที่สบายๆ  ในเรื่องที่สบายๆ อาจจะเกือบทุกเรื่อง  และจะมองโลกในแง่ดี  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะมีเหตุผลเยอะกว่าฝ่ายหญิงอยู่แล้ว  เพราะฝ่ายหญิงจะใช้อารมณ์ตัดสินใจมากกว่า ถ้าเขาใช้อารมณ์ผมก็ไม่ต้องอะไรมาก  ผมแค่ทำตัวให้เป็นแกนกลางเหมือนดวงอาทิตย์คอยให้เหตุผล  เขาก็ต้องมีเหตุผล  ถ้าไม่มีก็ต้องหมุนรอบดวงอาทิตย์อย่างผมไป...555 
         คนสองอาจมีเรื่องทะเลาะกันบ้าง  ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจกันบ้างมันเป็นเรื่องธรรมดา วันนี้ไม่เข้าใจไว้พรุ่งนี้เข้าใจก็ยังไม่สาย แต่อย่าใช้อารมณ์มาตัดสินก็พอ..... 

4. เหตุผลอะไรที่ว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาวตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน  จนทำให้มีวันนี้เกิดขึ้นค่ะ
          ต้าร์ : หนึ่งเหตุผลของพวกเรา.....พอดีไปเจอในเฟสบุ๊คมา มันทำให้เรากล้าที่จะใช้ชีวิตคู่กัน

เพราะเราอยากให้ความสำเร็จของเรามีคนที่เรารักและห่วงใยเราร่วมแสดงความยินดีด้วยเสมอ...ผมอยากใช้ทฤษฎีความไม่สมบูรณ์แบบในการดำเนินชีวิตและใช้ชีวิตต่อไป  เพราะถ้าเมื่อไหร่เกิดความสมบูรณ์แบบความกระหายที่จะเติมเต็ม  และทำให้มันให้สมบูรณ์แบบมันจะไม่มีหรือมีน้อยลง  ดังนั้นถ้าเราจะรอให้พร้อมทุกอย่างแล้วค่อยตัดสินใจบางทีมันอาจสายไปแล้ว....และสิ่งที่ยังขาดจะได้ช่วยกันเติมเต็มอาจเร็วกว่าคนเดียวก็ได้....เข้าข้างตัวเองหรือเปล่าไม่รู้...(หัวเราะ...55)         
       กิ๊บ : ผู้หญิงทุกคนมีความอ่อนแอ และความความกลัวในตัวเองเสมอค่ะ  แม้จะดูเข้มแข็งแค่ไหน ทุกคนก็ต้องมีแต่อาจน้อยกว่าแค่นั้นเอง  ดังนั้นเรื่องการที่จะมีใครมาช่วยคิด  มาคอยดูแลนั่นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องการ  และผู้ชายคนนี้ก็ทำให้กิ๊บรู้ว่าเขาดูแล เอาใจใส่เราได้ดีมาก...สามารถปกป้องดูแลเราได้ เป็นคนเสมอต้นเสมอปลายในทุกเรื่อง...ทั้งเรื่องดี..(และไม่ดีหรือเปล่า...หัวเราะ)

5. หลังจากผ่านวันนี้ไปแล้ว ทั้งสองคนวางแผนอนาคตไว้ยังไงบ้าง...ค่ะ
          ต้าร์ : ตามที่บอกไว้ตอนแรกแหล่ะครับ  เรื่องทฤษฎีความไม่สมบูรณ์แบบ  ผมต้องไปตามหาความไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป...(หัวเราะ)    คือถ้าจริงๆก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรมากนะครับ ก็คงเหมือนเดิม แต่อาจจะทำ....เหมือนเดิมนั่นแหล่ะครับ  (หัวเราะ)  เพราะทุกวันนี้ทุกอย่างก็มีความสุขดีแบบพอเพียง ผมเชื่อเสมอว่าความสุขมันมีอยู่ในตัวเสมอ  แต่ต้องมาพร้อมกับความพอเพียง
          เราก็ยังเป็นคนรักกันเหมือนเดิม รักแบบ..."ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน? " เพลงของดาเอ็นโดรฟิน (ฮ่า..ๆๆ) แต่สิ่งที่จะทำให้เราไปต่อและเรียนรู้กันเพิ่มขึ้นคือความไว้ใจและเข้าใจกัน... ส่วนวางแผนระยะยาว...ก็เอาไว้คิดกันอีกทีครับ
         กิ๊บ : ส่วนกิ๊บนะคะ ก็คงต้องว่าตามต้าร์ไปก่อนเพราะถ้าจริงๆเราก็ยังไม่พร้อมกันหลายๆ อย่าง แต่มีอย่างหนึ่งที่เราเข้ากันได้ดี  คือการให้กำลังใจกันและกัน คอยเอาใจใส่ คอยเป็นเพื่อน แค่นี้เราพอแล้ว...(แต่ฝ่ายว่าที่เจ้าสาวกระซิบข้างๆว่า...."แค่ช่วงนี้นะค่ะ"  แล้วก็หัวเราะ)

6. ตอนขอแต่งงานขอกันอย่างไง  ใครเป็นคนขอ  ขอที่ไหน...ค่าสินสอดท้องหมั้นเท่าไหร่ค่ะ (อันนี้แฟนทางบ้านฝากถามมา  ทางพิธีกรไม่ได้เตรียมอะไรนะค่ะ..ขอบอก ๆ ) และอยากให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเล่าถึงความประทับใจให้  เพื่อนๆ ที่ติดตามบล๊อคเรามาถึงขนาดนี้ได้หายข้องใจหน่อยค่ะ
          ต้าร์ : ที่จริงก็ไม่มีไรมากนะครับ...คือเราเคยคุยกันไว้บ้างแล้วแต่มันยังไม่พร้อมหลายอย่าง เราก็เลยรอให้ทุกอย่างเข้าที่ จนมีวันนี้ครับ...(หัวเราะ) โดยส่วนใหญ่เราก็จะคุยกันทางโทรศัพท์ครับเนื่องจากทำงานอยู่กันค่อนข้างไกลกันไม่สะดวกเรื่องเดินทาง  เมื่อมันถึงเวลาก็ให้ผู้ใหญ่เขาคุยกัน ส่วนเรื่องสินสอดไม่บอกได้ไหม?....(หัวเราะ  55)  ก็ไม่ถึงกับมากอะไร  แต่ไม่ขอเปิดเผยนะครับ  เพราะจริงๆแล้ว อย่างที่คุยกันมาตั้งแต่ตอนต้น เราจัดงานนี้เพื่อกันและกันจริงๆ เรื่องอื่นๆ เลยไม่ค่อยเอามาเป็นประเด็นมาก เอาตามเห็นพอสมควรก่อน....ครับ
         ส่วนเรื่องความประทับใจในตัวว่าที่เจ้าสาว  ผมมองว่าเป็นความต่างและเติมเต็มกันและกันมากกว่า  การเข้าใจกัน การเป็นเพื่อนกัน  เคียงข้าง เป็นกำลังใจกัน  และยังมีความเป็นส่วนตัว โดยส่วนมากแล้วกิ๊บเขาจะดูแลเอาใจใส่ดีเกือบทุกอย่าง...ครับ (ซึ่งก็ทุกอย่างแหล่ะครับ..หัวเราะ) 
         กิ๊บ : ก็เหมือนกันค่ะ...แม้ว่าที่เจ้าบ่าว...เขาจะเหตุผลร้อยแปดก็ตาม  (หัวเราะ)  ก็เอาตามที่พร้อม  แต่อาจจะไม่พร้อมทั้งหมดเลยทีเดียวนะค่ะ เมื่อมาถึงวันนี้สำหรับผู้หญิงเองก็ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งและมีความสุขมากค่ะ  อย่างที่บอกค่ะผู้หญิงทุกคนเมื่อถึงเวลาและคิดว่าคนนี้คือคนที่สามารถดูแลเอาใจใส่เรา  และเขาก็เป็นอย่างนั้นเราก็เลยอยากให้เขาดูแลและเดินเคียงข้างไปกับเราค่ะ  ที่กิ๊บประทับใจในตัวเขา ก็เพราะเขาเป็นตัวของเขาเอง เขามีเหตุผลจนบางทีกิ๊บเองก็ไม่เข้าใจ  แต่มันก็ดีค่ะ  (หัวเราะ) เพราะบางเรื่องเขาไม่ค่อยจะมาอะไรมากมาย  คือเราต่างคนต่างมีช่องว่าง เราเป็นเพื่อนกัน  และเราใช้ความเชื่อใจมากกว่า  อีกอย่างที่เขาคือเขาจริงๆ คือ เขาเป็นคนที่กินง่ายมาก  กินอะไรก็ได้  แต่เขาชอบกินข้าวเหนียวมาก สมถะไม่ค่อยจะเกินตัวมากมาย แต่ชีวิตเขามีแบบแผน ถ้าเขาอยากทำ อยากได้ เขาจะมีวิธีของเขาเอง แต่ถ้าไม่อยากทำ ไม่อยากรู้....เขาก็ไม่ทำอะไร คือประทับใจในตัวที่เป็นเขาคนนี้...แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ...(หัวเราะ)
        
7. คำถามอีกหนึ่งข้อในช่วงนี้  อยากสัมภาษณ์ทางเพื่อนทางฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าว  และว่าที่เจ้าสาวหน่อยค่ะ ว่ารู้จักเพื่อนคนนี้นานแค่ไหน  โดยมีคุณเอ็กซ์เพื่อนว่าที่เจ้าบ่าว  และแนนซี่เพื่อนว่าที่เจ้าสาวมาเล่าให้เราฟังว่า...ประทับใจอะไรในตัวเพื่อนคนนี้ หรือมีอะไรพิเศษที่รู้กันแค่สองคน..เม้าได้เลย เชิญค่ะ..
          เอ็กซ์ (เพื่่อนว่าที่เจ้าบ่าว : ...ชมจากคลิปค่ะ...




          แนนซี่ (เพื่อนว่าที่เจ้าสาว) : กิ๊บซี่เป็นเพื่อนที่น่ารักมากสำหรับเเนน เป็นเเม่บ้านเเม่เรือน งานบ้านงานเรือนนางเก่ง ระเบียบเรียบร้อยมาก เป็นคนมีเหตุผล รักเพื่อน นิสัยดี เป็นกันเอง แนนขอให้เพืีอนรักทั้งสอง มีความสุขมากๆๆหนักนิดเบาหน่อย ครองรักกันตลอดไปจ้า  มาสนิทกันช่วงไหนแนนจำไม่ได้จริงๆๆๆแต่ที่จำได้คือ มีไรก้อคุยกัน ใครจะว่ากิ๊บยังไง แนนเชื่อในสิ่งที่เเนนเห็นเเละรู้จักกิ๊บ ณ ตอนนี้ มีเพื่อน ไม่กี่คน ที่ติดต่อกัน จ้า สรุป นางน่ารัก จ้า


          แล้วก็มาถึงช่วงสุดท้าย  ทางทีมงานโพนพิสัย-นาเขบล๊อก (http://phonphisai-nakha.blogspot.com) เราก็ต้องขอบคุณแขกผู้มีเกียรติอย่างสูงที่ติดตามกันจนสุดท้ายจริง..ๆ หากผิดพลาดประการใด ทำให้คนใดคนหนึ่งไม่เข้าใจ  หรือสื่อความหมายผิดพลาดประการใด ทางทีมงานก็รับผิดแต่เพียงผู้เดียว  และหวังว่าทุกๆ ท่านจะไม่ถือโทษโกรธแต่อย่างใด
           ทางทีมงานจัดทำก็ขออวยพรให้ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวประสบแต่ความสุข เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม สุขสมหวังด้วยประการทั้งปวงครับ......



  


ของรับไหว้ญาติผู้ใหญ่

เป็นผ้าขะม้าทำมือของ "OTOP ผ้าทำมือกลุ่มจังหวัด นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร" เป็นการรวมตัวกันเพื่อสืบสานงานศิลปะภูมิปัญญาท้องถิ่น ลวดลายมีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ครับ ซึ่งบ่งบอกถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำรงชีวิต อย่างนี้ต้องอุดหนุนกันครับ...



 หนูจะทำให้สวยที่สุดเลยค่ะ  (น้องเขาน่ารักและใสซื่อมากครับ)...








ฝากข่าว.....!!    
ประชาสัมพันธ์....เพิ่มเติมครับ
พี่ตั้ม-และพี่เปิ้ล (หกจ.ทิพย์วิจิตร)
ได้จัดโครงการมอบคอมมือ2  ให้กับ
โรงเรียน บ้านโนน-โนนสวรรค์ (โรงเรียนเก่าสมัยประถมครับ..ตามรายละเอียด)
บริจาควันที่  12 เม.ย. 57




โครงการ  คอมฯ มือสองเพื่อรุ่นน้อง หนองคาย ปีที่ 1
ผู้รับผิดชอบโครงการ : นายกาญจนะ - น.ส. สุทธาทิพย์  วิจิตร (ห.จ.ก.ทิพย์วิจิตร)
เพื่อบริจาคให้แก่ : โรงเรียนบ้านโนน-โนนสวรรค์ ต.กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
วัตถุประสงค์ :
1.  เพื่อนําไปใช้เป็นอุปกรณ์ในการเรียนการสอนสำหรับเด็ก
2.  เพื่อนําไปใช้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ให้นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้จากโลกภายนอกได้
3.  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น
             4.  เพื่อนําไปใช้งานด้านอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
การบริจาคสามารถทำได้ รูปแบบ คือ
 คอมพิวเตอร์ที่ท่านมีอยู่ และไม่ใช้แล้ว
 เงินบริจาค เพื่อนําไปซื้อคอมฯ มือสอง 
ช่วงวันเวลาดําเนินการ :
-  ก.พ. 2557  ประชาสัมพันธ์โครงการ
-  มี.ค - 5 เม.ย. 2557 เปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์มือสอง
-  12  เม.ย. 2557 เดินทางไปบริจาค

ติดต่อบริจากได้ที่ :  พี่ตั้ม    087-1464000
                               พี่เปิ้ล    081-4676341
                               พี่ต้อม   087-1463000
                               ต้าร์       086-4445686

#หมายเหตุ  ใบเสร็จรับเงิน จากโรงเรียนฯ เพื่อนำไปเป็นค่าลดหย่อน สำหรับยื่นเสียภาษีประจำปี โดยจะสามารถลดหย่อนได้ 2 เท่า ของราคาคอมพิวเตอร์ หรือเงินที่บริจาค ตามมาตรา 47 (7)(ก)  แห่งประมวลรัษฎากร



...มุมสบายๆ...
...ผ่านความเป็นตัวตน ผ่านบทเพลง...
เมืองหนองคายน่าอยู่อันดับหนึ่งในอีสาน  นครพนมจังหวัดที่ผู้คนมีความสุขที่สุด